รถลุยน้ำหรือจอดในที่น้ำท่วม ต้องเช็กอะไรบ้างก่อนใช้ต่อ

รถที่เพิ่งลุยน้ำหรือจอดในที่น้ำท่วมมา เจ้าของส่วนใหญ่อยากรู้ว่า "ใช้ต่อได้ไหม" แต่สิ่งที่ควรถามก่อนคือ "ตอนนี้ควรสตาร์ทหรือยัง" เพราะการสตาร์ทผิดจังหวะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์เสียหนักกว่าที่น้ำทำไว้เสียอีก บทความนี้ไล่ลำดับสิ่งที่ควรเช็กแบบกว้าง ๆ ใช้ได้กับรถทั่วไป แต่รายละเอียดของแต่ละรุ่นให้ยึดคู่มือรถและคำแนะนำของช่างเป็นหลัก
ถ้าน้ำเข้าห้องเครื่อง ห้ามสตาร์ท
ถ้าระดับน้ำเคยสูงถึงห้องเครื่อง หรือสงสัยว่าน้ำถูกดูดเข้าทางท่ออากาศ อย่าสตาร์ทเครื่อง และอย่าเลี้ยวกุญแจไปตำแหน่งที่เปิดระบบไฟด้วยถ้าไม่จำเป็น เหตุผลคือน้ำที่เข้าไปในกระบอกสูบอัดไม่ได้เหมือนอากาศ การสตาร์ทอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายรุนแรง กรณีนี้ให้เรียกรถยกไปให้ช่างตรวจ ไม่ควรลากด้วยเกียร์วิ่งหรือพยายามเข็นสตาร์ท
ถ้ารถดับกลางน้ำ ก็ใช้หลักเดียวกัน คืออย่าสตาร์ทซ้ำ ถ้าปลอดภัยพอให้ออกจากรถและเรียกความช่วยเหลือ
สิ่งที่ตรวจเองได้ก่อนเรียกช่าง
ถ้ามั่นใจว่าน้ำไม่ถึงห้องเครื่อง ลองตรวจเบื้องต้นดังนี้ เปิดฝากระโปรงดูว่ามีคราบโคลนหรือเศษหญ้าติดอยู่แถวไส้กรองอากาศหรือไม่ ดูระดับและสีของน้ำมันเครื่อง ถ้าน้ำมันเครื่องมีสีขุ่นเหมือนนมหรือมีหยดน้ำติดก้านวัด แปลว่ามีน้ำปนเข้าไป ห้ามสตาร์ท ดูน้ำมันเกียร์และน้ำมันเบรกตามที่คู่มือบอกให้เช็ก ดูว่าสายไฟหรือกล่องฟิวส์ใต้ฝากระโปรงมีน้ำขังหรือไม่
ถ้าเจออะไรผิดปกติแม้ข้อเดียว ให้หยุดและให้ช่างตรวจต่อ ส่วนที่ผ่านการแช่น้ำมาอย่างระบบไฟ กล่องควบคุม เบรก และเพลา มักต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดูเสมอ เพราะเสียหายแบบมองไม่เห็นจากภายนอกได้
ไล่ความชื้นในห้องโดยสาร
เรื่องของห้องโดยสารเป็นสิ่งที่เจ้าของรถทำเองได้มาก เริ่มจากเปิดประตูและกระจกทุกบานให้อากาศถ่ายเท ถอดพรมปูพื้นออกมาตากแดด ถ้าพรมเปียกให้ยกออกทั้งผืน ไม่ปล่อยให้ซับน้ำอยู่ใต้ฟองน้ำรองพรม เพราะน้ำที่ค้างอยู่ใต้พรมเป็นต้นเหตุของกลิ่นอับและสนิมที่พื้นรถ
เบาะผ้าให้ใช้ผ้าแห้งซับน้ำออกก่อน แล้วเปิดแดดหรือลมช่วยให้แห้ง ถ้าเบาะจมน้ำจนฟองน้ำด้านในเปียก อาจแห้งสนิทได้ยาก ควรให้ร้านหุ้มเบาะหรือช่างตรวจ เพราะความชื้นที่ค้างอยู่ในเบาะ จะทำให้มีกลิ่นและมีเชื้อราได้ภายหลัง
หลังจากนั้นเปิดแอร์โหมดอากาศภายนอกและเปิดความร้อนสลับกับพัดลมช่วยไล่ความชื้นได้ แต่ทำเมื่อแน่ใจแล้วว่ารถสตาร์ทได้ปลอดภัยเท่านั้น
ทำความสะอาดและเช็กกลิ่น
เมื่อห้องโดยสารแห้งสนิท ให้ดูดฝุ่นพื้นและเบาะ เช็ดแผงหน้าปัด ประตู และคอนโซลด้วยผ้าหมาด แล้วเช็ดตามด้วยผ้าแห้ง จุดที่คนมักลืมคือใต้เบาะ ช่องเก็บของ และมุมที่ซ่อนอยู่หลังพรม ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นแอบอยู่นานที่สุด ถ้าแห้งทั้งหมดแล้วยังมีกลิ่นอับ ให้ตรวจหาจุดเปียกอีกรอบก่อน ไม่ควรใช้น้ำหอมกลบ
เมื่อห้องโดยสารสะอาดและแห้งแล้ว
ขั้นสุดท้ายคือเรื่องกลิ่น เมื่อมั่นใจว่าพรม เบาะ และพื้นรถแห้งสนิทและทำความสะอาดแล้ว ค่อยเติมกลิ่นหอมให้ห้องโดยสารได้ ต้องย้ำว่าน้ำหอมรถยนต์ไม่ได้ช่วยดูดความชื้นหรือแก้ปัญหาเชื้อรา ใช้ได้เฉพาะตอนที่ต้นเหตุของกลิ่นอับถูกจัดการหมดแล้ว
Pimmycool มี Hetras น้ำหอมรถยนต์ 60ml ให้เลือกใช้ในขั้นตอนนี้ วางในรถหลังจากห้องโดยสารแห้งและสะอาดแล้ว เพื่อให้กลิ่นภายในรถดีขึ้นเท่านั้น
สรุปสั้น ๆ
ถ้าน้ำเข้าห้องเครื่อง ห้ามสตาร์ทและให้ช่างตรวจ ถ้าน้ำไม่ถึงห้องเครื่อง ตรวจน้ำมันเครื่องและจุดสำคัญเบื้องต้น แล้วไล่ความชื้นในห้องโดยสารให้หมด เมื่อทุกอย่างแห้งและสะอาด ค่อยเติมกลิ่นหอมเป็นเรื่องสุดท้าย เร่งทำทีละขั้นให้ถูกลำดับ ดีกว่าเร่งให้รถกลับมาใช้ได้ในวันเดียวแล้วต้องจ่ายค่าซ่อมหนักภายหลัง

