การแจ้งเครื่องสำอางกับ FDA ฟิลิปปินส์ ที่ผู้นำเข้าไทยควรรู้

ผู้ซื้อที่นำเข้าเครื่องสำอางหรือสินค้าดูแลผิวจากไทยไปฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรก มักคิดว่าส่วนที่ยากที่สุดคือการหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ในราคาที่คุ้มค่า แต่ในความเป็นจริง ส่วนที่ยากกว่านั้นคือการทำให้สินค้าขึ้นวางขายบนชั้นในฟิลิปปินส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฟิลิปปินส์จัดเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่ต้องผ่านการแจ้งขึ้นทะเบียนก่อน และขั้นตอนนี้มักทำให้ผู้ซื้อครั้งแรกไม่ทันตั้งตัว
ตามกฎหมาย FDA Act ปี 2009 ของฟิลิปปินส์ เครื่องสำอางทุกชนิดที่จะขายในประเทศต้องผ่านระบบแจ้งขึ้นทะเบียนของ FDA ก่อนถึงมือร้านค้า ผู้นำเข้าเองต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการ (License to Operate หรือ LTO) จาก FDA ก่อน ถึงจะยื่นแจ้งสินค้าได้ เมื่อมี LTO แล้ว สินค้าแต่ละตัวต้องผ่านการแจ้งที่เรียกว่า Cosmetic Product Notification (CPN) ซึ่งอ้างอิงจากแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information File) ที่บันทึกสูตร ข้อมูลความปลอดภัย และคำกล่าวอ้างบนฉลาก ตามแนวทาง ASEAN Cosmetic Directive ที่ฟิลิปปินส์ใช้ร่วมกับไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รายละเอียดเอกสารที่ต้องใช้จริงควรตรวจสอบกับ FDA ฟิลิปปินส์หรือที่ปรึกษาด้านกฎระเบียบในพื้นที่โดยตรง เพราะข้อกำหนดมีการปรับปรุงเป็นระยะ
ขั้นตอนนี้ไม่ได้ซับซ้อนสำหรับคนที่เคยผ่านมาก่อน แต่ผิดพลาดง่ายในครั้งแรก ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เช่น ฉลากไม่ตรงกับข้อมูลในแฟ้ม PIF คำโฆษณาบนกล่องเกินกว่าที่แฟ้มข้อมูลรองรับ แฟ้ม PIF ไม่ครบ หรือยื่นแจ้งสินค้าก่อนที่ LTO ของผู้นำเข้าจะได้รับการยืนยัน ทุกข้อแก้ไขได้ แต่แต่ละรอบที่ต้องส่งกลับไปแก้กับ FDA กินเวลาเป็นสัปดาห์ และการปล่อยให้ตู้คอนเทนเนอร์ค้างอยู่ในคลังระหว่างรอแก้เอกสาร ถือเป็นบทเรียนที่แพงมาก
เมื่อ CPN ได้รับอนุมัติแล้ว โดยทั่วไปจะมีอายุใช้ได้หลายปีโดยไม่ต้องต่ออายุทุกรอบที่ส่งของ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจว่าจะสั่งของล็อตแรกเท่าไหร่ เพราะค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ในการแจ้งขึ้นทะเบียนเกิดขึ้นครั้งเดียวต่อสินค้าหนึ่งตัว ไม่ใช่ทุกครั้งที่นำเข้า ดังนั้นผู้ซื้อที่อยากทดลองตลาดด้วยล็อตเล็กก่อนไม่จำเป็นต้องแบกต้นทุนด้านเอกสารซ้ำสองเมื่อสั่งซื้อรอบถัดไป
สูตรที่เน้นผิวขาวกระจ่างใสควรพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะเป็นหมวดที่สินค้าไทยแข่งขันได้ดี แต่ก็เป็นหมวดที่หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงฟิลิปปินส์ มักตรวจสอบเข้มงวดกว่าปกติ เนื่องจากเคยมีปัญหาสารต้องห้ามแอบผสมในผลิตภัณฑ์ผิวขาวบางยี่ห้อในภูมิภาคนี้มาก่อน จึงควรขอรายการส่วนผสมเต็มและประวัติการแจ้งขึ้นทะเบียน (ถ้ามี) จากซัพพลายเออร์ไทยตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนเซ็นใบสั่งซื้อ
ในส่วนของการจัดหาสินค้า ฉลากและรายการส่วนผสมที่ติดอยู่บนสินค้าเป็นสิ่งที่แบรนด์ไทยกำหนดเอง ไม่ใช่ฝ่ายที่รวบรวมและส่งออกสินค้า หน้าที่ของ Pimmycool คือซื้อสินค้าจากแบรนด์หรือซัพพลายเออร์ไทยแทนผู้ซื้อ รวมสินค้าหลายรายการเป็นชิปเมนต์เดียว และเตรียมเอกสารฝั่งส่งออกจากไทย เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบบรรจุหีบห่อ และหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ส่วนการแจ้งขึ้นทะเบียนกับ FDA และ LTO ฝั่งฟิลิปปินส์เป็นหน้าที่ของผู้นำเข้าที่ปลายทาง ซึ่งควรจัดการหรืออย่างน้อยพูดคุยกับผู้ติดต่อด้านกฎระเบียบในพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจสั่งเต็มตู้คอนเทนเนอร์ ไม่ใช่หลังของถึงแล้ว
สำหรับผู้ซื้อที่กำลังชั่งใจระหว่างฟิลิปปินส์กับตลาดอาเซียนอื่น การเปรียบเทียบที่ตรงประเด็นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องราคาหรือคุณภาพสินค้า เพราะสินค้าดูแลผิวจากไทยแข่งขันได้ดีอยู่แล้วในทั้งสองด้าน แต่อยู่ที่ว่าเริ่มคุยเรื่องการแจ้งขึ้นทะเบียนเร็วแค่ไหน ผู้ซื้อที่ขอภาพฉลาก รายการส่วนผสมเต็ม และใบรับรองที่มีอยู่จากซัพพลายเออร์ตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อล็อตแรก มักผ่านขั้นตอนตรวจสอบของ FDA ได้เร็วกว่าผู้ซื้อที่เพิ่งมาถามหลังจากสินค้าลงเรือไปแล้ว
สินค้าที่พูดถึงในบทความ: ชาร์ม งานสีผิว Charm Whitening Cream ครีมปรับสภาพผิว สำหรับผิวกาย
สินค้าในบทความนี้
-8%ชาร์ม งานสีผิว Charm Whitening Cream ครีมปรับสภาพผิว สำหรับผิวกาย
ชาร์ม Charm Whitening Cream ครีมปรับสภาพผิวกายแบบล้างออก ขนาด 115 มล. และ 240 มล.
-8%ชาร์ม สีผิว Charm Whitening Cream ครีมปรับสภาพผิว สำหรับผิวกาย | (กล่องน้ำเงิน) มี 2 ขนาด
ชาร์ม Charm Whitening Cream ครีมปรับสภาพผิวกายแบบล้างออก ขนาด 115 มล. และ 240 มล.

ชาร์ม ครีมเปลี่ยนสีขน Charm DEVELOPER CREAM ครีมฟอกผิว | ( กล่องเหลือง ) มีให้เลือก 2 ขนาด
ชาร์ม ครีมเปลี่ยนสีขน Charm Developer Cream สำหรับผิวกาย ขนาด 30 กรัม และ 15 กรัม
